RSS

Category Archives: แมคอินทอส

เกี่ยวกับ Apple computer และ Macintosh

Benchmark Macbook Pro 13″ 2011

RAM 4G

RAM 8G

Advertisements
 
ปิดความเห็น บน Benchmark Macbook Pro 13″ 2011

Posted by บน ตุลาคม 7, 2011 in แมคอินทอส

 

iHero

ถ้าเป็นอายุน้อยกว่านี้คงเสียใจกว่านี้ สำหรับการจากไปของ Steve Paul Jobs ด้วยโรคมะเร็งที่ตับอ่อน Jobs เป็นผู้ก่อตั้ง apple ร่วม Worz ประวัติคงมีคนเขียนไว้เยอะช่วงนี้ และหลังจากนี้ แต่วันนี้ที่เขาไป มันก็ไม่ต่างอะไรกับข่าวอื่นๆ ที่ผ่านมากการสร้างนวัฒกรรมของ Jobs ที่มีความโดดเด่น ด้วยภาพลักษณ์ และการออกแบบ ที่ปราณีต และเริ่มเป็นตลาดมากขึ้นเมื่อช่วงหลังเปลี่ยนจาก CPU ตระกูล power pc มาเป็น intel ความเป็น apple ก็หายไป

หลายครั้งที่ apple ไม่ได้ใส่ใจ ในการพัฒนารุ่นของผลิตภัณฑ์ เริ่มขายของที่ดีกว่า เร็วกว่า และ ราคาถูกกว่า ในช่วงเวลาที่แคบลง และแน่นอนงานประกบที่แย่ลงทุกชิ้นที่นับออกได้จาก brand ของ apple

Jobs หวังจะกลับมาเป็นผู้นำด้าน นวัฒกรรม อีกครั้ง (หลังเคยทำได้ช่วง apple II) ใกล้ความจริง ผ่านช่วงยากๆมาแล้ว กำลังจะดีแล้ว แต่แพ้โรคมะเร็ง มันเป็นหลักคิดข้อหนึ่งที่ ไม่ใช่แค่คิด แต่ต้องทำด้วยนั่นคือ การมีชีวิตมันสั้น สิ่งใดทำแล้ว เกิดประโยชน์ต่อสังคม อันไหนทำแล้วไม่เกลียดตัวเอง จงเริ่มลงมือทำ และทำมันให้ดี ให้ได้ ทุกๆวัน

 

“ขอบคุณ steve jobs สำหรับหลายๆสิ่ง ที่เปลี่ยนความคิด บางด้านของผม”

 
ปิดความเห็น บน iHero

Posted by บน ตุลาคม 6, 2011 in เรื่องเล่า, แนวคิด, แมคอินทอส

 

Motion 4

มีงานมาให้ตัด Title สำหรับเข้ารายการเลยลองทำดู งานด่วนเอาคืนเดียวเลยคิด concept ง่ายเข้าว่า ยำๆและมันสดดี พอจะมอง work field ของ Motion บ้างละ น่าสนใจเรื่อง concept ของโปรแกรมมาก ผมก็นึกอยู่มันดีกว่า Livetype ยังไง นี่ถ้าไม่มีงานมาให้ลองนี่ก็ไม่ได้พยายามกัน เลยไม่รู้ว่าใช้ไง การเรียนรู้ด้วยตัวเองทุกวันนี้ google กับ Youtube จบครับ

งานที่ได้ออกมาแบบนี้…

 

Apple & Adobe

Apple มีความสัมพันธ์กับทาง Adobe มานานแล้ว อันที่จริง เราพบกับผู้ก่อตั้งของ Adobe ตอนเริ่มต้นทำบริษัทกันในโรงรถ Apple นับเป็นลูกค้าสำคัญเจ้าแรกของ Adobe ที่เอาเทคโนโลยี Postscript มาใช้กับเครื่องเลเซอร์ปรินท์เตอร์ ในตอนนั้น Apple ลงทุนซื้อหุ้นใน Adobe ประมาณ 20% เป็นเวลาหลายปี ทำให้ทั้ง Apple และ Adobe ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อบุกเบิกเทคโนโลยีการพิมพ์ในสมัยนั้น และเป็นช่วงที่เรามีความสัมพันธ์อันดีด้วยกัน ซึ่งหลังจากนั้นแต่ละบริษัทต่างเติบโตขึ้นในทิศทางของตนเอง Apple เข้าสู่ยุคตกต่ำ สว่น Adobe เริ่มจับตลาดองค์กรผ่าน Acrobat จนปัจจุบันเรายังคงทำงานร่วมกันอยู่เพื่อตอบรับตลาดกลุ่มนักสร้างสรรค์ ซึ่งกว่าครึ่งของคนใช้แมค ซื้อผลิตภัฒฑ์ของ Adobe (Creative Suit) มาใช้ แต่นอกเหนือจากนี้ เราไม่ค่อยมีจุดร่วมกันเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ผมจะขอพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับ Flash เพื่อให้กลุ่มลูกค้าของเรามีความเข้าใจ Apple มากขึ้นว่าทำไมเราไม่ให้มี Flash บน iPhone, iPod และ iPad

ทาง Adobe ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ทาง Apple ทำไปเพราะเหตุผลทางธุรกิจ พวกเขาบอกว่า Apple ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของ App Store ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป็นเทตุผลทางด้านเทคนิก และเทคโนโลยี ต่อมา Adobe บอกอีกว่า เราเป็นระบบปิด ไม่เหมือนกับ Flash ที่เป็นระบบเปิด .. ซึ่งในความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามจากที่เขาอ้าง ผมจะขออธิบายตามนี้

ประเด็นแรก “เทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิด” (Open)

Flash เป็นเทคโนโลยีที่เป็นของ Adobe 100% ซึ่งทาง Adobe เท่านั้นที่จะสามารถเผยแพร่ ปรับปรุง หรือตั้งราคา Flash ได้ แม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ Flash จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย นั่นไม่ได้หมายความว่า Flash จะเป็นระบบที่เปิดเสมอไป โดยเฉพาะ Flash นั้นขึ้นตรงกับทาง Adobe เพียงผู้เดียว ไม่ว่าจะมองมุมไหน หรืออย่างไรก็ตามแต่ Flash เป็นเทคโนโลยีที่ “ปิด”

เรามีเทคโนโลีหลายอย่างที่เป็นระบบปิดเหมือนกัน เช่น iPhone OS สำหรับ iPhone, iPod, iPad ที่เป็นเทคโนโลยีที่ปิด เราเชื่ออย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับเว็บควรจะเป็นเทคโนโลยีที่เปิด แทนที่จะใช้ Flash เราได้หันมาใช้ HTML5, CSS และ Javascript ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเทคโนโลีที่เปิด แล้วนำมาใช้ในเครื่องของเราแทน

เครื่องของเรานั้นพร้อมในเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานกับเทคโนโลยีเปิด เหล่านี้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่แค่ Apple รวมไปถึง Google และบริษัทอื่น ๆ ด้วยที่หันมาใช้ web standard แทนที่จะใช้ FLash ในการสร้างอนิเมชั่นหรือกราฟฟิกบนเว็บที่ตื่นตาตื่นใจ ที่สามารถแสดงผลได้ผ่าน browser โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัย plugin จากบริษัทอื่น โดยที่ HTML5 เป็นเทคโนโลยีทีเ่ปิด และถูกควบคุมด้วยคณะกรรมการกลางอีกที ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในสมาชิกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น เราเองยังมีส่วนช่วยพัฒนาเทคโนโลยีเปิดให้กับสารบบเว็บอีกด้วย ยกตัวอย่างโปรเจค webkit ที่เป็น opensource ที่ใช้ในการแสดงผล HTML5 ที่เป็นแก่นของ Safari และส่วนอื่น ๆ ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเรา [note: 1] และในตอนนี้ Webkit ยังได้ถูกบริษัทอื่น ๆ เช่น Google นำไปใช้เป็นแกนหลักของ Android browser, Palm ก็ใช้, โนเกียก็ใช้ได้ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ RIM(บริษัทผลิต Blackberry) ได้ประกาศว่าจะนำ webkit ไปใช้ด้วยเหมือนกัน ดังจะเห็นได้ว่า เกือบทุกบริษัทที่ทำ smartphone (ยกเว้น Microsoft) ได้นำ webkit ไปใช้

การทำให้ webkit เป็นเทคโนโลยีที่เปิด Apple ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ browser บนเครื่องมือถือแล้ว

ประเด็นที่สอง “การใช้งานเว็บแบบเต็มที่” (คุณสตีฟ จ๊อบส์ใช้คำว่า full web ผมคิดว่าน่าจะเหมือนถึงการที่เว็บใช้งานได้ 100% เหมือนเครื่องตั้งโต๊ะ – ก๊อก)

Adobe บอกว่าเครื่องมือถือของเรานั้นไม่สามารถให้ผู้ใช้สามารถใช้งานเว็บได้ 100% เพราะ 75% ของวิดีโอบนเว็บเป็น Flash แต่สิ่งที่ Adobe ไม่ได้บอกคือ เกือบจะทั้งหมดของวิดีโอบนเว็บเหล่านี้ยังมีเผยแพร่ในรูปแบบอื่น ๆ อีก เช่น H.264 ที่สามารถดูได้บน iPhone, iPod และ iPad ซึ่ง Youtube หรือเว็บวิดีโออื่น ๆ (Vimeo, Netflix, Facebook, ABC, CBS, CSS, MSNBC, Fox News, ESPN, NPR, Time, The New York Times, The Wall Street Journal, Sports Illustrated, People, National GeoGraphic และเว็บอื่น ๆ อีกมากมายที่ผู้บริโภคสามารถที่จะรับชมวิดีโอผ่าน iPhone, iPod และ iPad.. ดังนั้น จะเห็นว่าผู้บริโภคสามารถเข้าถึงวิดีโอได้จากหลาย ๆ ที่ หรือถ้าดูไม่ได้ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยแล้ว

อีกอย่างที่ทาง Adobe บอกคือ เครื่อง มือถือของเราไม่สามารถเล่นเกมที่เป็น Flash ได้.. อันนี้คือความจริง แต่โชคดีอยู่อย่างหนึ่งที่เรามีเกมใน App Store กว่า 50,000 เกม (ฟรีก็หลายเกม) ถ้านับตรงนี้เกม/เอนเตอร์เทนเม้นท์ ของเราที่มีบน iPhone, iPod และ iPad มีมากกว่า platform อื่น ๆ ที่สุดแล้ว

ประเด็นที่สาม “ความเสถียร ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ”

ทาง Symantec เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้บอกว่าจากสถิติ Flash เป็นหนึ่งในด้านความปลอดภัยที่แย่ที่สุดในปี 2009 และเรายังรู้ก่อนหน้านั้นด้วยว่า Flash เป็นสาเหตุอันดับแรกที่ทำให้เครื่อง mac ค้าง(crash) ซึ่งเราได้ประสานงานกับ Adobe เพื่อพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ปัญหาก็ยังคงอยู่เป็นเวลาหลายปี เราไม่อยากลดความเสถียรและเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยกับ iPhone, iPod และ iPad โดยการใส่ Flash เข้าไปในเครื่อง

นอกไปจากนั้น Flash ทำงานได้แย่บนเครื่องมือถือ ซึ่งเราได้ถามทาง Adobe อยู่บ่อย ๆ ให้แสดงให้เราดูว่า Flash ทำงานได้ดีบนเครื่องมือถือ .. ยี่ห้อไหนก็ได้ ในช่วงเวลาสองสามปีมานี้ จนถึงวันนี้ เราก็ยังไม่เคยเห็น Flash ที่ำทำงานได้ดีบนเครื่องมือถือเลย ทาง Adobe บอกว่า Flash บนเครื่องมือถือจะลงตลาดในต้นปี 2009 แล้วก็เลื่อนมาเป็นครึ่งปีหลังของ 2009 แล้วเลื่อนอีกเป็นต้นปี 2010 .. และล่าสุดถูกเลื่อนไปเป็นครึ่งปีหลังของ 2010 ซึ่งเราคิดว่า ในท้ายที่สุดแล้ว Flash บนเครื่องมือถือคงได้ลงตลาดไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่เราไม่รู้สึกผิดเลยที่เราไม่รอตรงนั้น ท้้ายที่สุดแล้วมันจะมีประสิทธิภาพแค่ไหน ไม่มีใครรู้

ประเด็นที่สี่ “การใช้งานแบตเตอรี่”

การที่จะใช้งานแบตเตอรีได้ยาวนานที่สุดบนเครื่องมือถือในการดูวิดีโอนั้น เครื่องจะต้องใช้ hardware ในการถอดรหัสไฟล์วิดีโอ เพราะถ้าใช้ software ทำตรงนี้จะกินพลังงานมากเกินไป หลาย ๆ chip บนเครื่องมือถือรองรับการถอดรหัสที่เรียกว่า H.264 ซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางที่เกี่ยวกับไฟล์วิดีโอ ทั้ง Blu-ray DVD ที่ Apple, Google(Youtube), Vimeo, Netflix และอีกหลายบริษัทเลือกใช้

แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ Flash จะให้การสนับสนุน H.264 แต่เกือบทั้งหมดของ Flash วิดีโอนั้นต้องการตัวถอดรหัสไฟล์รุ่นเก่าที่ไม่มีอยู่ใน chip บนมือถือ ทำให้ต้องหันไปทำงานบน software แทน ซึ่งเปรียบเทียบความแตกต่างอย่างชัดเจนเช่นในการดูวิดีโอ H.264 บน iPhone สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 10 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้ software เพื่อถอดรหัสดูวิดีโอแล้ว แบตฯ เหลือไม่ถึง 5 ชั่วโมงก่อนที่แบตฯจะหมด

ประเด็นที่ห้า “ระบบสัมผัส” (Touch)

Flash ถูกพัฒนาสำหรับเครื่อง PC ที่ใช้เมาส์ ในการคลิ๊กไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหับหน้าจอสัมผัส (Touch Screen) ยกตัวอย่างเช่น บนเว็บที่เป็น Flash ส่วนมากจะทำงานได้เมื่อนำเมาส์ไปวางไว้เหนือส่วนที่ต้องการแสดงผล (roll over : อ่าน note 2) ซึ่งการทำงานระบบหน้าจอสัมผัสไม่มีตรงนี้ ถ้าจะทำให้เว็บ Flash รองรับการทำงานตรงนี้ได้ ผู้พัฒนาเว็บจะต้องเขียนเว็บขึ้นมาใหม่ และถ้าต้องทำเว็บขึ้นมาใหม่ ทำไมนักพัฒนาไม่เลือกใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ และทันสมัยกว่าเช่น HTML5, CSS กับ JavaScript?

ถึงเครื่อง iPhone, iPod กับ iPad จะรองรับ Flash ก็ไม่ได้แก้ปัญหาของเว็บ Flash ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานผ่านหน้าจอระบบสัมผัส อยู่ดี

ประเด็นที่หก “เหตุผลหลักที่สำคัญที่สุด” [อ่าน note 3]

[ประเด็นนี้พูดถึงเรื่องเทคนิกเยอะมาก ผมเลยคิดว่าจะรวบใจความแล้วเขียนภาษาบ้าน ๆ เอานะครับ – ก๊อก]

จากที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นเหตุผลหลักและสำคัญที่สุดที่ทำให้เราไม่อนุญาต ให้มี Flash บน iPhone, iPod และ iPad ได้ ซึ่งนั่นก็คือ การใช้ Flash เพื่อทำ App ลงใน iPhone OS

เราเรียนรู้อย่างสาหัสมาก่อนว่า การให้เทคโนโลยีของบริษัทอื่นมากั้นระหว่างเทคโนโลยีของเรากับทางผู้พัฒนา ทำให้โปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการแบบนี้เป็นโปรแกรมต่ำกว่ามาตรฐาน ที่ไม่สามารถใช้งานความสามารถหรือดึงสิ่งพิเศษที่อยู่ใน OS ออกมาได้อย่างเต็มที่เหมือนโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นบน OS นั้นแท้ ๆ

ยิ่งเป็นโปรแกรม Cross Platform (โปรแกรมเดียว แต่ใช้งานได้หลาย OS) ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะโปรแกรมนั้น ๆ จะต้องหาจุดร่วมหรือสิ่งที่แต่ละ OS มีร่วมกันได้ถึงจะถูกนำไปใส่ไว้ในโปรแกรม ซึ่งนับเป็นส่วนที่ผิวเผินมากในแต่ละ OS และทางเราไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบน OS ของเรา

Flash เป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาโปรแกรมแบบ Cross-platform ซึ่งจุดมุ่งหมายของ Adobe ไม่ได้ต้องการที่จะพัฒนาโปรแกรมที่ดีที่สุดบน iPhone, iPod หรือว่า iPad หากแต่เป็นการช่วยนักพัฒนาสร้างโปรแกรม Cross-platform ขึ้นมา และนอกจากนั้น Adobe นำเทคโนโลยีที่เรามีไปใช้ช้ามาก ดู CS5 ก็ได้ ซึ่งทาง Adobe เป็นผู้พัฒนาเจ้าใหญ่ที่สุด ที่เปลี่ยนโปรแกรมตัวเองเป็น Cocoa ช้าที่สุด หลังจากที่ OS X ถูกส่งลงตลาดมาเกือบสิบปี

เรามีหลักการง่าย ๆ แบบนี้ ทางเราต้องการพัฒนา platform ที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุดใหักับนักพัฒนา โดยเราหวังให้นักพัฒนาอยู่ข้างเดียวกับเรา แล้วสร้างโปรแกรมที่ดีที่สุด ล้ำที่สุด แบบที่ไม่มีใครเห็นบน platform อื่น ซึ่งถึงตรงนั้นจะเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกัน ทางเราขายเครื่องได้มากขึ้น ทางผู้พัฒนามีฐานลูกค้าขายโปรแกรมได้มากขึ้น และทางผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น

สรุป

Flash ถูกสร้างขึ้นมารองรับกับยุคที่ PC มีเมาส์ ซึ่ง Flash เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ Adobe เราเข้าใจพวกเขาว่าทำไมเขาถึงอยากผลักดันให้ Flash ไปไกลกว่าที่มีอยู่บนเครื่อง PC แต่บนยุคของเครื่องมือถือที่มีพลังงานจำกัด, ระบบหน้าจอสัมผัส, และเทคโนโลยีเว็บที่เปิด .. ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นจุดด้อยของ Flash

จากปริมาณสื่อต่าง ๆ ที่นำเสนอเนื้อหาผ่านอุปกรณืมือถือของเราอย่างมหาศาลในตอนนี้ เป็นที่แสดงให้เห็นแล้วว่า Flash ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดูวิดีโอ หรือบริโภคสื่ออื่น ๆ ผ่านเว็บอีกต่อไป และกว่า 200,000 โปรแกรมใน App Store ก็เป็นที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผู้พัฒนาสามารถสร้างโปรแกรมที่มีกราฟฟิก ตระการตา, น่าตื่นเต้นโดยไม่ต้องใช้ Flash รวมไปถึงเกมด้วย

เทคโนโยลีเปิดในยุคมือถือปัจจุบันนี้ เช่น HTML5 จะเป็นผู้ชนะบนอุปกรณ์มือถือ(และบน PC ด้วย) บางที Adobe ควรที่จะหันมาสร้างเครื่องมือในการพัฒนา HTML5 สำหรับอนาคตดีกว่าจะมาวิจารณ์ที่เราทิ้งอดีตไว้เบื่องหลัง

สตีฟ จ๊อบส์
เมษายน 2553


note :

  1. Apple ใช้ Webkit ในโปรแกรมต่าง ๆ นอกเหนือจาก Safari ครับ เช่น Mail หรืออื่น ๆ ที่ต้องมีการแสดงผลหรือเกี่ยวกับเว็บมาเกี่ยวข้อง ทำนองเดียวกับใช้ QuickTime engine ในโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไฟล์วีดีโอ
  2. Roll Over คือการนำเคอเซอร์ของเมาส์ไปวางไว้ในตำแหน่งที่กำหนดบนหน้าเว็บ แล้วเขาจะแสดงผลโดยที่ยังไม่ทันคลิ๊ก ยกตัวอย่างเมนูบนเว็บ มมม.นี้ เปลี่ยนสี hi-light ขึ้นมาเมื่อนำเมาส์ไปวางไว้บนแต่ละหัวข้อของเมนู
  3. เมื่อตอน iPhone OS 4.0 เปิดตัว ทาง Apple ได้เปลี่ยนข้อตกลงซึ่งมีผลให้ App ที่ถูกสร้างบน Flash CS5 ไม่สามารถเอา App เข้ามาบน App Store หรือบน iPhone OS ได้ ซึ่งเป็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง และหลายคนที่ตามข่าวอยู่จะเห็นว่าทางกลุ่มของ Flash ได้ออกมาตอบโต้ในทางที่ไม่ค่อยจะดีนัก
 

วิดีโองานแต่งด้วย iPhoto>iMovie>Motion & Final cut

 

Final Cut

ได้มีโอกาสทำงานตัดต่ออีกครั้งกับคู่พี่ที่จะแต่งงานต้นเดือนหน้า กับงานที่จะต้องทำคู่ไปกับหลายภาระกิจที่เต็มมือ รับปากทั้งๆที่งานอื่นก็พอดีเต็ม แต่เพราะใจมันอยากทำต้องเอื้อเวลาที่พอมีตอนดึก อาศัยการ proof งานผ่าน You Tube และส่งงานผ่าน Hi-speed internet เอะมันเข้าทีแฮะ (เห็นช่องทางอีกแล้ว) งานเริ่มด้วยการปรับ Resource ของลูกค้า พวกภาพถ่ายแสงเงา เอามาปรับลำดับบน iMovie แล้วใส่ลูกเล่นบางตัว ตัว iMovie 09 นี่ทำได้เข้าขั้น และสร้าง Title ตัวที่จะเป็น wow factor ของงานบน Motion และจบงานที่ Final Cut, พองานเข้านี่มันทำให้เรารู้จักที่ตัวโปรแกรมมากขึ้น เพราะปัจจัยหลักของลูกค้าคือเขาต้องการอย่างที่ใจอยาก เรามีหน้าที่ทำให้มันเป็นอย่างนั้น ออกมาแล้วลูกค้าพอใจ เราก็ ok สำหรับงานสร้างสรรค์อีกรูปแบบ ที่หวังว่าจะเปิด Studio บน Internet นี่เป็นอีกช่องทางที่คิดไว้ในอนาคตอันใกล้

 

New iPod nano

iPod nano ตัวใหม่ที่เพิ่ม Function หลายอย่างที่ทำให้เป็นมากกว่า iPod เหมือนจะขัดกับ Designer ที่ออกแบบ iPod มาเพื่อทำหน้าที่เครื่องเล่นเพลงที่ดีที่สุดในตอนแรก แต่เมื่อมันได้ทำหน้าที่เครื่องเล่นเพลงมาได้ดีระดับหนึ่งถึงเวลามันต้องปรับสภาพตัวเอง เพื่อความอยู่รอดในระบบการค้าในปัจจุปัน ได้ลองมีโอกาสทดลองใช้ Fuction พื้นฐาน แอบบนึกในใจ ทำไมมันออกมาช้าจัง…

อย่างแรกที่ทำคือทดสอบฟังเสียง โดยเลือกจากเพลงที่ฟังบ่อยๆ เออเสียงไม่ขี้เหล่ แต่ไม่เท่ารุ่นพี่อย่าง iPod Classic (อย่างเดียวที่ดีกว่า…หรือเปล่า?)

กล้องวิดีโอ ถ่ายได้ชัดดีแม้ในสภาพแสงน้อ ตอน Sync ทำได้เร็วมาก พร้อมตัด ใน iMovie ทันที

ผมชอบ Voice memo ของ iPod ตัวนี้แฮะ มันสะดวก คุณภาพเสียงดี เขากันได้ดีกับ Garagebrand เหมาะกับการทำ podcast

ผมไม่ชอบฟังวิทยุ (หลังๆนี่ไม่ชอบดูทีวีด้วย)

ความเร็วของ UI ทิ้งห่าง iPod Classic หลายเท่าตัว เนื่องจากหน่อยความจำมันเป็น flash memory อย่างและขนาดที่เล็กกว่า

การเล่นเพลงไม่ติดขัด ไม่มี 3 วิที่ต้องรอ นี่ถ้ารวมหลายๆ Function มาไว้ใน Device เดียวกันนี่เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการ iPod, Video Recorder, Mic และก็ More น่าสนใจดีทีเดียวในราคาที่ยอมรับได้

 
ปิดความเห็น บน New iPod nano

Posted by บน พฤศจิกายน 27, 2009 in เทคโนโลยี, แมคอินทอส